เรื่องทั้งหมดโดย daosaodesi_j36

ผ้าถักเจอร์ซี่

ผ้าถักเจอร์ซี่ หมายถึง ชื่อเรียกทั่วไปของผ้าที่ถักจากเครื่องถักผ้าวงกลมซึ่งประกอบด้วยเข็มถักผ้า 1 ชุด หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ผ้าซิงเกิลนิต” ในการถักผ้าหรือผลิตผ้าถัก ถ้าเป็นโครงสร้างพื้นฐาน เรียกว่า “ ผ้าเพลนนิต” ผ้าชนิดนี้มีการยืดหยุ่นได้ดีเนื่องจากประกอบด้วยห่วงถักที่คล้องต่อเนื่องกันทั้ง 2 ด้าน ห่วงถักจะเปลี่ยนรูปเมื่อถูกแรงดึงยืดทุกทิศทาง และเสียรูปจากการถูกดึงยืดมากเกินไปจากการซัก หรืออายุการใช้งาน การคงรูปของห่วงถักสามารถปรับปรุงได้โดยการเพิ่มความหนาแน่นให้สูงขึ้น และการตกแต่งสำเร็จ  คุณลักษณะของผ้าถักซิงเกิลนิตอาจเปลี่ยนแปลงตามประโยชน์ของการใช้งาน หรือลวดลายที่เกิดขึ้น ได้แก่ ผ้าเพลนนิตดัดแปลงโดยใช้ห่วงทัคและห่วงข้ามมาถักร่วมกับห่วงนิตอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง และการใช้เทคนิคการถักต่างๆ ทำให้มีลักษณะแตกต่างออกไปจากโครงสร้างผ้าถักพื้นฐาน โดยมีโครงสร้างผ้าเพลนนิตเป็นหลัก อย่างเช่น เพลตเตด ผ้าอินเลด ผ้าพีเก ผ้าลาคอสต์ ผ้าดับเบิลลาคอสต์ ผ้าถักขนหนู ผ้าถักขน ผ้าถักขนยาว และผ้าถักเจอร์ซี่แจ็คการ์ด        

ผ้าเพลนนิต (Plain Knit Fabric) ภาพที่ 1 แสดงโครงสร้างและลักษณะผ้าเพลนนิต ถักโดยใช้เข็ม 1 ชุด ด้วยโครงสร้างอย่างเดียวกันทุกคอร์ส หรือแถวที่ถักตลอดทั้งผืน หรือเป็นโครงสร้างที่ประกอบด้วย แถวห่วง 1 คอร์ส ต่อ 1 ลายซ้ำ ลักษณะทั่วไปของผ้าคือ ปรากฏเป็นห่วงด้านหน้าทางด้านหน้าผ้าทั้งหมด และเป็นห่วงด้านหลังทางด้านหลังผ้าทั้งหมด ทำให้หน้าผ้าและหลังผ้าไม่เหมือนกัน การยืดตัวด้านความกว้างมากกว่าด้านความยาว ริมผ้าจะม้วน หรืองอเข้าหากันซึ่งเกิดจากความไม่สมดุลของห่วงถัก และแรงบิดของเส้นด้ายในผ้า มักทำให้เกิดปัญหาในการตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป อย่างไรก็ตามสามารถแก้ปัญหาริมผ้าม้วนได้ในการฟอกย้อม และตกแต่งสำเร็จที่อุณหภูมิสูง การอบหน้าผ้า หรือรีดด้วยไอน้ำ ผ้าเพลนนิตเหมาะสำหรับใช้ในการผลิตเสื้อผ้ากีฬา เสื้อลำลอง เสื้อถัก ถุงน่องและถุงเท้า

ภาพที่ 1 โครงสร้างและลักษณะผ้าเพลนนิต ก) โครงสร้างผ้า ข) หน้าผ้า ค) หลังผ้า

 

ผ้าเพลตเตด (Plated Fabric) ภาพที่ 2 แสดงโครงสร้างและลักษณะผ้าเพลตเตดซึ่งเป็นผ้าเพลนนิตที่ถักด้วยเส้นด้าย 2 เส้น โดยการใช้เทคนิคการป้อนเส้นด้ายคู่ในการป้อนเส้นด้ายต่างชนิด หรือต่างสีในจุดป้อนเส้นด้ายเดียวกัน และเส้นด้ายทั้ง 2 เส้นนี้จะปรากฏอยู่กันคนละด้านของผ้าถัก หลักการถักผ้าชนิดนี้จะต้องป้อนเส้นด้ายพื้นให้ไปปรากฏอยู่หลังผ้า และให้อีกเส้นหนึ่งไปปรากฏอยู่ด้านหน้าผ้า การปรับชุดควบคุมการถักเหมือนกับผ้าเพลนนิต

ภาพที่ 2 โครงสร้างและลักษณะผ้าเพลตเตด ก) โครงสร้างผ้า ข) หน้าผ้า ค) หลังผ้า

 

ลักษณะและสมบัติทั่วไปคล้ายผ้าเพลนนิต แต่มีลักษณะพิเศษ คือ ถ้าใช้เส้นด้าย 2 สี ผ้าจะมี 2 สีปรากฏให้เห็นด้านละสี ถ้าใช้เส้นด้ายต่างชนิด ผ้าจะมีผิวสัมผัสต่างกันตามชนิดของเส้นด้าย นิยมใช้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป เช่น เสื้อผ้ากีฬา และชุดวอร์ม เป็นต้น

 

ที่มา : http://www.thaitextile.org/index.php/blog/2015/08/58-ecofiber-knit-1

ผู้เขียน นายพิชัย พงษ์วิรัตน์

ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ

โครงสร้างผ้าทอ

ผ้าทอ เกิดจากเส้นด้าย 2 ชุดหรือมากกว่ามาสอดขัดสานซึ่งกันและกันเป็นมุมฉาก เส้นด้ายชุดหนึ่งขึงไปตามแนวยาวของผ้าเรียกว่า ด้ายยืน (warp) แต่ละเส้นเรียกว่า เส้นยืน (ends) ส่วนด้ายอีกชุดหนึ่งสอดขัดกับด้ายยืนตามแนวขวาง เรียกว่าด้ายพุ่ง (weft or filling ) แต่ละเส้นเรียกว่า เส้นพุ่ง (pick) เมื่อเส้นยืนและเส้นพุ่งขัดสานกันเรียกว่าโครงสร้างผ้า (construction) ซึ่งส่งผลต่อความคงทน (durable) ความสวยงามและผิวสัมผัสของผ้า (texture)

เมื่อกล่าวถึงโครงสร้างผ้าจึงเป็นการกล่าวถึงรายละเอียดและองค์ประกอบที่สำคัญๆ ของผ้าทอดังนี้

  • ลายทอ (weaves)
  • รายละเอียดต่างๆของเส้นด้าย ยืนและด้ายพุ่ง เช่น ชนิดเส้นใย ชนิดเส้นด้าย เบอร์ด้าย จำนวนเกลียว/นิ้วหรือเมตร ทิศทางของเกลียว จำนวนเส้นควบ ส่วนผสมเส้นใย
  • ความถี่ของเส้นยืนและเส้นพุ่ง/นิ้วหรือเซนติเมตร
  • ความกว้างหน้าผ้า

จำนวนเส้นยืนและส้นพุ่งเป็นตัวเลขแสดงจำนวน เส้นยืนและเส้นพุ่งต่อหนึ่งตารางนิ้วของผ้าดิบ (ผ้าทอที่เพิ่งออกจากเครื่องทอ) ซึ่งค่าตัวเลขนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงไปหลังจากการย้อมสีและตกแต่งสำเร็จ โดยการหดตัวของเนื้อผ้า ตัวเลขที่เขียนนำด้วยจำนวนเส้นยืนก่อน เช่น 100 x 80 ซึ่งหมายถึง มีเส้นยืน 100 เส้นต่อนิ้ว และมีด้ายพุ่ง 100 เส้นต่อนิ้ว ตัวเลขนี้ชี้ให้ทราบถึงคุณภาพของผ้าผืน ค่าตัวเลขทั้งหมดยิ่งสูง คุณภาพ (ส่วนหนึ่ง) ของผ้าก็ยิ่งดี และยังสามารถใช้เป็นตัวชี้บอกถึงการหดตัวและความคงทน (ค่าสูง ผ้ามีโอกาสหดตัวน้อย)

 

ทีี่มา : http://www.thaitextile.org/index.php/blog/2015/08/58-ecofiber-woven1

บทความจาก นายสนั่น บุญลา

ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ

เส้นใย (Fiber)

เส้นใย (Fiber)

        เส้นใย หมายถึง สิ่งที่มีลักษณะเป็นเส้นยาวเรียว องค์ประกอบของเซลล์ ส่วนใหญ่ เป็นเซลลูโลส เกิดจากการรวมตัวของพอลิแซคคาไรด์ (polysaccharide) ของกลูโคส (glucose) ซึ่งโมเลกุลของเซลลูโลสเรียงตัวกันในผนังเซลล์ของพืชเป็นหน่วยเส้นใยขนาดเล็กมาก เกิดการเกาะจับตัวกันเป็นเส้นใยขึ้น

ประเภทของเส้นใย

1. เส้นใยจากธรรมชาติ

  1. เส้นใยจากพืช ได้แก่ เส้นใยจากเซลลูโลส เป็นเส้นใยที่ประกอบด้วยเซลลูโลส ซึ่งได้จากส่วนต่างๆของพืช เช่น ป่าน ปอ ลินิน ใยสับปะรด ใยมะพร้าว ฝ้าย นุ่น ศรนารายณ์ เป็นต้น เซลลูโลส เป็น โฮโมพอลิเมอร์ ประกอบด้วยโมเลกุลของกลูโคสจำนวนมาก มีโครงสร้างเป็นกิ่งก้านสาขา
     
  2. เส้นใยจากสัตว์ ได้แก่ เส้นใยโปรตีน เช่น ขนสัตว์ (wool) ไหม (silk) ผม (hair) เล็บ เขา ใยไหม เป็นต้น เส้นใยเหล่านี้ มีสมบัติ คือ เมื่อเปียกน้ำ ความเหนียวและความแข็งแรงจะลดลงถ้าสัมผัสแสงแดดนานๆ จะสลายตัว
     
  3. เส้นใยจากสินแร่ เช่น แร่ใยหิน (asbestos) ทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี ทนไฟ ไม่นำไฟฟ้า

2. เส้นใยสังเคราะห์

เป็นเส้นใยที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นจากสารอนินทรีย์หรือสารอินทรีย์ใช้ทดแทนเส้นใยจากธรรมชาติ แบ่งเป็น 3 ประเภท

  1. เส้นใยพอลิเอสเตอร์ เช่น เทโทรอน ใช้บรรจุในหมอน เพราะมีความฟูยืดหยุ่นไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง สำหรับดาครอน (Dacron) เป็นเส้นใยสังเคราะห์พวกพอลิเอสเทอร์อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Mylar มีประโยชน์ทำเส้นใยทำเชือก และฟิล์ม
     
  2. เส้นใยพอลิเอไมด์ เช่น ไนลอน (Nylon) เป็นพอลิเมอร์สังเคราะห์มีหลายชนิด เช่น ไนลอน 6,6 ไนลอน 6,10 ไนลอน 6 ซึ่งตัวเลขที่เขียนกำกับหลังชื่อจะแสดงจำนวนคาร์บอนอะตอมในมอนอเมอร์ของเอมีนและกรดคาร์บอกซิลิก ไนลอนจัดเป็นพวกเทอร์มอพลาสติก มีความแข็งมากกว่าพอลิเมอร์แบบเติมชนิดอื่น (เพราะมีแรงดึงดูดที่แข็งแรงของพันธะเพปไทด์) เป็นสารที่ติดไฟยาก (เพราะไนลอนมีพันธะ C-H ในโมเลกุลน้อยกว่าพอลิเมอร์แบบเติมชนิดอื่น) ไนลอนสามารถทดสอบโดยผสมโซดาลาม (NaOH + Ca(OH) 2) หรือเผาจะให้ก๊าซแอมโมเนีย ประโยชน์ของไนลอน ใช้ในการทำเสื้อผ้า ถุงเท้า ถุงน่อง ขนแปรงต่างๆ สายกีต้าร์ สายเอ็น ไม้แร็กเก็ต เป็นต้น
     
  3. เส้นใยอะคริลิก เช่น ออร์ใช้ในการทำเสื้อผ้า ผ้านวม ผ้าขนแกะเทียม ร่มชายหาด หลังคากันแดด ผ้าม่าน พรม เป็นต้น
     
  4. เซลลูโลสแอซีเตด เป็นพอลิเมอร์ที่เตรียมได้จากการใช้เซลลูโลสทำปฏิกิริยากับกรดอซิติกเข้มข้น โดยมีกรอซัลฟูริกเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา การใช้ประโยชน์จากเซลลูโลสอะซีเตด เช่น ผลิตเป้นเส้นใยอาร์แนล 60 ผลิตเป็นแผ่นพลาสติกที่ใช้ทำแผงสวิตช์และหุ้มสายไฟ

 

3. เส้นใยกึ่งสังเคราะห์

เป็นเส้นใยที่ได้จากการนำสารจากธรรมชาติ มาปรับปรุงโครงสร้างให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น การนำเซลลูโลสจากพืชมาทำปฏิกิริยากับสารเคมีบางชนิด เส้นใยกึ่งสังเคราะห์ นำมาใช้ประโยชน์ได้มากกว่าเส้นใยธรรมชาติ ตัวอย่างเส้นใยกึ่งสังเคราะห์ เช่น วิสคอสเรยอง แบมเบอร์กเรยอง เป็นต้น

สมบัติของเส้นใย
โครงสร้างทางกายภาพ องค์ประกอบทางเคมี และการเรียงตัวของโมเลกุลของเส้นใย เป็นสมบัติซึ่งมีผลโดยตรงต่อสมบัติของผ้าที่ทำขึ้นจากเส้นใยนั้นๆ เส้นใยโดยทั่วไปควรมีคุณสมบัติดังนี้คือ

  • มีความแข็งแรง และทนทาน (strength and durability)
  • สามารถปั่นได้ (can be spun)
  • มีความสามารถในการดูดซับดี (absorbency)

โดยทั่วไปผ้าที่ผลิตจากเส้นใยที่แข็งแรงจะมีความแข็งแรงทนทานตามไปด้วย หรือผ้าที่ผลิตขึ้นจากเส้นใยที่สามารถดูดซับน้ำได้ดีจะส่งผลให้ผ้าสามารถดูดซับน้ำและความชื้นได้ดี เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในส่วนที่มีการสัมผัสกับผิวและดูดซับน้ำ เช่น ผ้าเช็ดตัว ผ้าอ้อม เป็นต้น ดังนั้นการทราบสมบัติของเส้นใย จะทำให้สามารถทำนายสมบัติของผ้าที่มีเส้นใยนั้นๆ ได้และทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกชนิดของผลิตภัณฑ์ประเภทได้ถูกต้องตามความต้องการ ที่จะนำไปใช้งาน